การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) คืออะไร?

ด้วยลักษณะการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันที่ตัดสินใจมีลูกช้าลง รวมถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ภาวะความเครียดจากการงานหรือปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้คู่สามีภรรยาหลายคู่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากกันมากขึ้น การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization) หรือ IVF จึงเป็นทางเลือกในการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากทางเลือกหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้มีบุตรยาก เนื่องจากเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง และเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สำเร็จได้มากถึง 60-70%

การทำเด็กหลอดแก้ว IVF คือ เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์วิธีหนึ่งที่แพทย์จะคัดเลือกเซลล์สืบพันธุ์ของฝ่ายหญิง (ไข่) และสืบพันธุ์ของฝ่ายชาย (อสุจิ) มาผสมกันในจานเพาะเลี้ยงและจนกระทั่งเกิดการปฏิสนธิและได้เป็นตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) จากนั้นจึงนำเอาตัวอ่อนย้ายกลับเข้าไปฝังในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตและฝังตัวอย่างเหมาะสมเป็นทารกต่อไป  

รูปทารกจาก ultrasound

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว

การทำเด็กหลอดแก้ว IVF มีขั้นตอนหลัก ๆ คือ

ขั้นตอนการทำ IVF และ ICSI

  1. เริ่มจากการพบแพทย์ (Consultation): แพทย์ผู้ชำนาญการ จะตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นตรวจดูระดับฮอร์โมน, ความสมบูรณ์ของไข่และอสุจิ เป็นต้น
  2. กระตุ้นรังไข่ (Ovarian Stimulation): ในวันที่ 2-3 ของการมีรอบเดือนแพทย์จะให้ยากระตุ้นไข่แก่ฝ่ายหญิง เพื่อกระตุ้นให้เกิดไข่ตกและได้ไข่ที่สมบูรณ์หลาย ๆ ใบ โดยแพทย์จะทำการนัดเข้ามาที่คลินิกเพื่อทำการอัลตร้าซาวด์ และดูการเจริญเติบโตของไข่ และตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนเป็นระยะ โดยจะใช้เวลาในขั้นตอนนี้ประมาน 8 – 10วัน
  3. เก็บไข่ (Egg Retrieval): แพทย์ใช้เข็มดูดไข่เพื่อเก็บไข่ออกจากร่างกายผ่านช่องคลอด โดยแพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึกแบบอ่อนๆ เพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัวที่อาจเกิดขึ้นขณะการเก็บไข่ โดยไข่ที่เก็บออกมานั้นจะถูกเก็บไว้ในจานบรรจุสารละลายเฉพาะและเก็บไว้ในตู้ที่มีการควบคุมสภาวะให้เหมาะสม
  4. เก็บและคัดเลือกอสุจิ (Sperm collection): ฝ่ายชายเก็บตัวอย่างอสุจิด้วยวิธีช่วยตัวเองและหลั่งออกมาในภาชนะปลอดเชื้อ จากนั้นส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อคัดเลือกตัวอสุจิ
  5. การปฏิสนธิ (Fertilization): แพทย์นำไข่และอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมาผสมกันในจานเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการและทิ้งระยะเวลาอย่างเหมาะสมเพื่อรอให้เกิดการปฏิสนธิ โดยหากใช้วิธี IVF (In Vitro Fertilization) ก็จะนำเอาอสุจิและไข่จากคู่สมรส นำมาปฏิสนธิ ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ปลอดเชื้อ มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม และให้อสุจิเกิดการปฏิสนธิกับไข่เองตามธรรมชาติภายในจานเพาะเลี้ยง (Plate)
  6. การเลี้ยงตัวอ่อน (Embryo Culture): การเลี้ยงตัวอ่อนภายหลังการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย (Blastocyst Culture) คือ การเลี้ยงตัวอ่อนภายหลังจากการปฏิสนธิของเชื้ออสุจิและเซลล์ไข่ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ด้วยเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาให้มีความใกล้เคียงและเลียนแบบภายในร่างกายมนุษย์ให้ได้มากที่สุด โดยจะมีอุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรด-ด่าง ก๊าซในปริมาณที่เหมาะสม และปลอดเชื้อ หลังจากนั้นเซลล์เหล่านี้จะเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ในกระบวนการนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6 วัน ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมและตัวอ่อนสมบูรณ์ที่สุดก่อนจะถูกย้ายและนำกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงในขั้นตอนต่อไป
  7. การย้ายตัวอ่อน (Embryo Transfer): การย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือการย้ายตัวอ่อนรอบสด และการย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง
  8. การย้ายตัวอ่อนรอบสด คือ เป็นการย้ายตัวอ่อนในรอบที่มีการกระตุ้นไข่และเก็บไข่ทันที โดยแพทย์จะทำหลังจากการนำไข่และอสุจิปฎิสนธินอกร่างกายและเลี้ยงตัวอ่อนจนอยู่ในระยะ 5 – 6 วัน หรือระยะ Blastocyst แล้ว ถ้าหากตัวอ่อนเติบโตดี แข็งแรง แพทย์ก็จะนัดคนไข้มาย้ายตัวอ่อนที่คัดเลือกเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไป
  9. การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง คือ การย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกในรอบเดือนที่แพทย์ประเมินแล้วว่าผนังโพรงมดลูกนั้นมีความพร้อม โดยแพทย์จะทำการเก็บตัวอ่อนแช่แข็งเก็บไว้ และจะนำมาละลายในวันที่พร้อมสำหรับขั้นตอนการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกและจากนั้นแพทย์จะนัดเข้ามาเพื่อตรวจติดตามการผลการตั้งครรภ์ต่อไป 
  10. รอผลการตั้งครรภ์ (Pregnancy test): รอผลประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อตรวจว่าตั้งครรภ์หรือไม

 

ข้อดีของการทำ IVF

การทำ IVF ช่วยให้ผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากหรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ โรคทางกรรมพันธุ์ สามารถตั้งครรภ์ได้ และสามารถให้กำเนิดลูกที่ปกติ แข็งแรง ไม่มีโรคทางพันธุกรรม หรือความผิดปกติใด ๆ เนื่องจากสามารถตรวจเช็คโครโมโซมของตัวอ่อน (PGT) ก่อนการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ลดความเสี่ยงที่ลูกจะมีภาวะดาวน์ซินโดรมหรือธาลัสซีเมีย โดยเป็นทางเลือกในการมีบุตรที่ไม่มีการผ่าตัดเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเพียงการคัดเลือกไข่จากฝ่ายหญิงนำออกมาผสมกับอสุจิจากฝ่ายชายและรอให้ตัวอ่อนเติบโต แล้วจึงนำใส่กลับเข้าไปที่โพรงมดลูก นอกจากนี้ยังช่วยให้คู่สมรสวางแผนตั้งครรภ์ได้อย่างเหมาะสมและมีลูกเมื่อพร้อม และถือเป็นวิธีตั้งครรภ์ที่มีโอกาสสำเร็จมากกว่าเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ

 

ข้อเสียของการทำ IVF

โอกาสในการตั้งครรภ์จากการทำ IVF นั้นแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขั้นตอนที่ค่อนข้างมาก ใช้เวลานาน แต่ก็เหมาะสำหรับผู้ที่มีบุตรยาก ในบางราย ผู้รับบริการอาจได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยาในระหว่างกระบวนการทำ IVF เช่น การกระตุ้นไข่ การป้องกันไข่สุก การเร่งไข่ให้สุก การเก็บไข่ ฯลฯ รวมถึงมีโอกาสเกิดอาการรังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นมากเกินไป (OHSS) แต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก สำหรับภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่พบได้จากการทำ IVF ยังรวมถึงการตั้งครรภ์ลูกแฝด ซึ่งมีโอกาสที่เด็กจะคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ และมีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูก เนื่องจากไข่ที่ได้รับการผสมแล้วอาจฝังตัวที่บริเวณท่อนำไข่ แทนที่จะฝังตัวภายในมดลูก ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปเป็นทารกได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แข็งแรงของผู้เข้ารับบริการแต่ละราย

รูปทารกจากผล ultrasound

การทำ IVF เหมาะกับใคร

การทำ IVF เหมาะกับคู่สมรสที่ไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ หรือได้ใช้วิธีกระตุ้นการตกไข่และการผสมเทียมโดยการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง (IUI: Intrauterine Insemination) มาแล้วแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังเหมาะกับคู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป มีปริมาณและคุณภาพของไข่ลดลง มีภาวะตกไข่ผิดปกติหรือภาวะแทรกซ้อนของรังไข่ มีเปลือกไข่หนา ท่อนำไข่บวมหรืออุดตัน มีความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ และความผิดปกติจากสาเหตุอื่น ๆ รวมถึงฝ่ายชายที่มีภาวะมีบุตรยาก เช่น จำนวนอสุจิน้อย อสุจิเคลื่อนที่ช้า มีอสุจิไม่แข็งแรง อสุจิไม่มีคุณภาพ เป็นหมัน หรือทำหมันโดยการผูกท่อนำอสุจิ โดยการทำ IVF จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นได้

 

การทำ IVF ไม่เหมาะกับใคร

การทำ IVF นั้นมีข้อจำกัดในกลุ่มผู้หญิงที่มีท่อนำไข่ที่อุดตัน เนื่องจากไข่จะไม่สามารถตกเข้าท่อนำไข่และปฏิสนธิได้

 

ภาวะแทรกซ้อนของการทำ IVF

  • ภาวะแทรกซ้อนจากการกระตุ้นรังไข่ เช่น ภาวะรังไข่โต
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการเก็บไข่ เช่น การติดเชื้อ
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการย้ายตัวอ่อน เช่น การตกเลือด
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่น ครรภ์แฝด การตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • หากตั้งครรภ์ลูกแฝดตั้งแต่สองคนขึ้นไป มักเสี่ยงต่อการแท้งลูกหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ได้สูงกว่าครรภ์ปกติ
  • ในบางรายอาจได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อารมณ์แปรปรวน เป็นต้น

แม่ดูรูปลูกจากผล ultrasound

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำ IVF

ปัจจัยหลัก ๆ ที่ส่งผลต่อการทำ IVF คือ อายุของฝ่ายหญิง เพราะยิ่งฝ่ายหญิงมีอายุมาก โอกาสในการตั้งครรภ์ก็น้อยลง เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางโครโมโซมของเซลล์ไข่ ทำให้อัตราปฏิสนธิลดลง แบ่งเซลล์ได้ไม่สมบูรณ์ เกิดท้องลม หรือได้เป็นตัวอ่อนที่มีความผิดปกติทางโครโมโซม นอกจากนี้ ความหนาและความเรียบของเยื่อบุโพรงมดลูกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน มดลูกที่พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อนนั้นต้องเป็นมดลูกที่มีผนังมดลูกที่หนาพอ ใสเป็นวุ้น เรียงสวย และมดลูกต้องอุ่น ไม่เย็น และฝ่ายหญิงยังต้องมีการดูแลตนเองหลังย้ายตัวอ่อนอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อเพิ่มโอกาสในการฝังตัวให้ได้มากที่สุด เนื่องจากช่วงที่ตัวอ่อนกำลังฝังตัว 

นอกจากปัจจัยจากฝ่ายหญิงแล้ว จำนวนอสุจิและคุณภาพของอสุจิก็มีผลต่ออัตราความสำเร็จในการทำ IVF เช่นกัน หากฝ่ายชายมีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของอสุจิ ได้แก่ จำนวนน้อย รูปร่างผิดปกติ เคลื่อนที่ไม่ดี ฯลฯ ก็จะส่งผลต่อการปฏิสนธิเช่นเดียวกัน อสุจิที่ดีควรมีค่า pH ปกติระหว่าง 7.2 ถึง 8.0 และมีความเข้มข้นมากกว่าหรือเท่ากับ 16 ล้านตัว/มิลลิลิตร มีการเคลื่อนไหวดีและมีโครงสร้างดี จึงจะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้วได้

 

โอกาสความสำเร็จของการทำ IVF

อัตราความสำเร็จของการทำ IVF ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของฝ่ายหญิง คุณภาพของไข่ ความสมบูรณ์ของอสุจิ เทคนิคที่ใช้ และประสบการณ์ของแพทย์ โดยมีอัตราปฏิสนธิกับไข่สำเร็จอยู่ที่ประมาณ 60-70%

 

ข้อควรปฏิบัติหลังจากทำ IVF

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและตรงเวลา
  • เคลื่อนไหวร่างกายอย่างพอดี เช่น งดการขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการเดินมากเกินไปหรือยืนเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน แต่ก็ไม่ควรนอนติดเตียงตลอดเวลาหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายเลย
  • งดทำงานหนัก ยกของหนัก หรือออกกำลังกายอย่างหักโหม รวมถึงประเภทที่ต้องมีการเกร็งหน้าท้อง เพราะอาจเสี่ยงต่อการแท้งจากการเกร็งตัวของมดลูก
  • หลีกเลี่ยงการขับรถหรือเดินทางไกล เพราะอาจทำให้มดลูกบีบตัวและส่งผลกระทบต่อกระบวนการฝังตัวอ่อน และลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน 
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นรับประทานอาหารที่มีเส้นใยและย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ประเภทยำ ส้มตำ ของดอง หรืออาหารทะเล เพราะหากเกิดท้องผูกหรือท้องเสียจะส่งผลต่อการเกร็งหน้าท้อง
  • งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะถึงวันนัดตรวจเลือดฮอร์โมนตั้งครรภ์ HCG และเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรงดมีเพศสัมพันธ์ใน 14 วันแรก
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ทำใจให้สบาย ไม่เครียด 
  • งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีทุกชนิด เช่น น้ำหอม เครื่องสำอาง สเปรย์ฉีดผม น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาถูพื้น สเปรย์ฉีดยุง หากจำเป็น ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กหรือสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
  • หากมีอาการเจ็บป่วยหรือมีอาการผิดปกติใด ๆ หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์ทันที 

 

ข้อแตกต่างของการทำ IVF และ GIFT

การทำ GIFT (Gamete Intrafallopian Transfer) หรือที่เรียกกันว่า การทำกิฟต์ คือ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยการเจริญพันธุ์  โดยการดูดเอาไข่ที่ถูกกระตุ้นออกมาจากรังไข่ของฝ่ายหญิงผ่านทางหน้าท้อง แล้วนำมาผสมกับตัวอสุจิที่ผ่านการคัดเลือก จากนั้นจึงฉีดกลับเข้าไปในท่อนำไข่ทันทีเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติ ดังนั้น ผู้เข้ารับการรักษาจึงต้องเข้าห้องผ่าตัด มีการใช้ยาสลบ มีการกรีดแผลเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง และต้องนอนพักฟื้น 1 คืน ในขณะที่การทำเด็กหลอดแก้ว IVF จะเป็นเทคนิคใหม่ที่ใช้วิธีดูดไข่ออกมาทางช่องคลอดเพื่อปฏิสนธิภายนอกร่างกาย โดยผสมไข่และอสุจิในจานเพาะเลี้ยง รอจนเกิดการปฏิสนธิและเพาะเลี้ยงจนได้เป็นตัวอ่อน ก่อนจะนำตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิงเพื่อรอการฝังตัว พักฟื้นแค่ 1-2 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้

 

ข้อแตกต่างของการทำ IVF และ ICSI

การทำ IVF และการทำ ICSI คือ วิธีเพิ่มการตั้งครรภ์ที่ดำเนินการภายในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เหมือนกัน แต่ IVF จะเป็นการผสมอสุจิหลายตัวกับไข่หลายใบเข้าด้วยกัน โดยนำอสุจิกับไข่มาอยู่ที่เดียวกันในจานเพาะเลี้ยง รอให้อสุจิไปว่ายชนรังไข่เองตามธรรมชาติ และปล่อยให้เกิดการปฏิสนธิ ส่วนการทำ ICSI จะเป็นการคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุด 1 ตัวและไข่ที่ดีที่สุด 1 ใบมาผสมกันโดยใช้เข็มฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรงเพื่อลดอุปสรรคที่อสุจิต้องเจอเมื่อพยายามเจาะเข้าไปในไข่ โดยการทำ ICSI จะมีอัตราความสำเร็จที่สูงกว่า IVF

 

ข้อแตกต่างของการทำ IVF และ IUI

การทำเด็กหลอดแก้ว IVF คือ การผสมไข่และอสุจิในจานเพาะเลี้ยง โดยปล่อยให้อสุจิเข้าผสมกับไข่เองตามธรรมชาติ และเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ ก่อนย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งถือเป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ส่วนการทำ IUI คือ การฉีดเชื้อผสมเทียมเข้าไปในโพรงมดลูกโดยตรงเพื่อเปิดโอกาสให้อสุจิจำนวนมากเข้าถึงท่อนำไข่เพื่อผสมกับไข่ได้มากขึ้น ถือเป็นวิธีการปฏิสนธิในร่างกาย ลดอัตราการตายของตัวอสุจิ และเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์เช่นเดียวกับการทำ IVF ต่างก็เพียงวิธีการปฏิสนธิ

 

ค่าใช้จ่ายในการทำ IVF

ค่าใช้จ่ายในการทำ IVF จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับคลินิกแต่ละแห่ง โดยทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายในการทำ IVF จะอยู่ที่ราว 100,000-200,000 บาท

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ IVF

Q: ทำ IVF เจ็บไหม? 

A: โดยทั่วไป ผู้รับบริการการทำ IVF จะไม่รู้สึกเจ็บ แต่จะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยหรือรู้สึกไม่สบายตัวบ้างในระหว่างการใช้เข็มฉีดเข้าร่างกายหรือในขั้นตอนการกระตุ้นไข่ที่ต้องฉีดยาใต้ผิวหนัง ในส่วนการเก็บไข่ มักจะทำโดยใช้ยาสลบ จึงมีความเจ็บปวดน้อยมาก ในบางรายพบว่ามีอาการปวดหน่วงเล็กน้อยบริเวณท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปเองหลังการเก็บไข่ประมาณ 1-2 วัน

 

Q: การทำ IVF ใช้เวลานานแค่ไหน? 

A: การทำ IVF ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นกระบวนการจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน นับตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของร่างกาย ประเมินร่างกาย กระตุ้นให้ไข่ตก เก็บไข่ ปฏิสนธิ เพาะเลี้ยง และย้ายตัวอ่อน ก่อนจะทำการทดสอบว่าตั้งครรภ์หรือไม่

 

Q: การทำ IVF มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง? 

A: ผลข้างเคียงที่พบบ่อยจากการทำ IVF คือ อาการปวดท้อง ท้องอืด กดเจ็บที่บริเวณช่องท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อยากระตุ้นมากเกินไป (OHSS: Ovarian Hyperstimulation Syndrome) รวมถึงอาการคล้ายกับคนตั้งครรภ์ เช่น ปวดเกร็งท้องน้อย เต้านมคัด ปวดเมื่อยตามร่างกาย นอกจากนี้ยังอาจพบอาการนอนไม่หลับเนื่องจากความวิตกกังวลของผู้เข้ารับบริการได้บ้าง แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเองและไม่มีผลข้างเคียงในระยะยาว

 

Q: การทำ IVF ปลอดภัยหรือไม่? 

A: การทำ IVF เป็นวิธีการที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงและการติดเชื้อจากการผ่าตัด แต่อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้บ้าง เช่น การตั้งครรภ์แฝด มีเลือดออกหรือติดเชื้อหลังการเก็บไข่ การตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งพบได้น้อยมาก แต่การเลือกรับบริการทำ IVF ในคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและปลอดเชื้อจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ลงได้อย่างมาก 

 

Q: เด็กที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้ว IVF มีความแตกต่างจากเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติหรือไม่?

A: ไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งเรื่องการเจริญเติบโต พัฒนาการ หรือความผิดปกติต่าง ๆ

 

Q: การดูแลตนเองหลังตั้งครรภ์ด้วยการทำ IVF ยุ่งยากไหม?

A: การดูแลตนเองหลังตั้งครรภ์ด้วยการทำ IVF นั้นแทบไม่มีความแตกต่างกับการตั้งครรภ์โดยวิธีธรรมชาติ เพียงแต่ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาการใช้ยาหรือฮอร์โมนราว 4-6 สัปดาห์ และมีการนัดพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด ตรวจระดับฮอร์โมน และอัลตราซาวด์บ่อยกว่าการตั้งครรภ์โดยวิธีธรรมชาติเท่านั้น

 

Q: ในการทำ IVF แต่ละครั้ง ควรใช้ไข่กี่ฟอง?

A: โดยปกติแล้ว แพทย์จะไม่กำหนดจำนวนไข่ที่แน่นอน เนื่องจากจะนำไข่ที่สมบูรณ์ทั้งหมดมาผสมกับเชื้ออสุจิเพื่อให้ได้เป็นตัวอ่อนมากที่สุด ส่วนตัวอ่อนที่เหลือสามารถแช่แข็งเพื่อเก็บไว้ใช้ต่อไปในอนาคตได้

 

Q: ทำ IVF ที่ไหนดี?

A: ในการเลือกใช้บริการทำเด็กหลอดแก้ว IVF ผู้ใช้บริการควรเลือกคลินิกที่เชื่อถือได้ ดำเนินการและให้คำปรึกษาโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์ สามารถตอบทุกข้อสงสัยได้อย่างชัดเจน มีห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงใช้เทคโนโลยีการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ทันสมัย และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างตรงจุด สามารถเพิ่มอัตราผลลัพธ์การมีบุตรให้สำเร็จได้จริง

IVF Clinic

ข่าวล่าสุด

การทำอิ๊กซี่ (ICSI) คืออะไร ? มีประโยนช์อย่างไร สำหรับคนที่มีภาวะบุตรยาก

การทำอิ๊กซี่ (ICSI) คืออะไร?

ภาวะมีบุตรยากสามารถเกิดขึ้นได้กับคู่สามีภรรยาทุกคู่ ทำให้ต้องทุกข์ใจจา...
READ MORE
การแช่แข็งอสุจิ หรือ Sperm Freezing คืออะไร ? ประโยชน์และความเสี่ยงเป็นอย่างไร ?

การแช่แข็งอสุจิ (Sperm Freezing)

ร่างกายของเพศชายจะเริ่มผลิตอสุจิเมื่ออายุได้ประมาณ 11-13 ปี และจะมีการ...
READ MORE
การฝากไข่ แช่แข็งไข่ หรือ Egg Freezing คืออะไร ? ประโยชน์และความเสี่ยงเป็นอย่างไร ?

การฝากไข่ หรือ การแช่แข็งเก็บรักษาเซลล์ไข่ (Egg Freezing / Oocyte Cryopreservation)

เพราะในศาสตร์การเจริญพันธุ์ อายุคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ใ...
READ MORE